ชื่อไทย
มะตาด
ชื่อท้องถิ่น
ส้านป้าว (เชียงใหม่)/ ส้มปรุ ส้านกว้าง ส้านท่า ส้านใหญ่ (สุราษฎร์ธานี)/ แส้น (ตรัง, นครศรีธรรมราช)
ชื่อสามัญ
<p>Chulta/ Elephant apple</p>
ชื่อวิทยาศาสตร์

Dillenia indica L.

สกุล
Dillenia
สปีชีส์
indica
ชื่อพ้อง

Dillenia elongata Miq.

Dillenia speciosa Thunb.

ชื่อวงศ์
DILLENIACEAE
กลุ่มพรรณไม้
ไม้ต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น ไม้ต้น สูง 10-15 ม. เปลือกแตกเป็นสะเก็ดและลอกเป็นแผ่นบางคล้ายกระดาษ สีน้ำตาลอมส้ม กิ่งอ่อนมีขน

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่ตามปลายกิ่ง รูปไข่แกมรูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน กว้าง 7-12 ซม. ยาว 15-30 ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนรูปลิ่มหรือมนกลม ขอบจักฟันเลื่อย แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า มีขนประปราย เส้นแขนงใบ 30-40 คู่ ก้านใบยาว 4-5 ซม. 

ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 14-16 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบเลี้ยงสีเขียว มี 5 กลีบ เรียง 2 ชั้น นอก 3 กลีบ ชั้นใน 2 กลีบ แต่ละกลีบรูปรี อวบหนา กลีบดอกสีขาว มี 5-6 กลีบ รูปไข่กลับ บาง ร่วงง่าย เกสรเพศผู้สีเหลือง มีจำนวนมาก อยู่รอบรังไข่ เกสรเพสเมีย 15-20 เกสร สีขาวนวล ก้านยอดเกสรเพศเมียเชื่อมติดกัน ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉกลึก  15-20 แฉก รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ

ผล แบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปทรงกลมหรือค่อนข้างกลม รูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-15 ซม. มีกลีบเลี้ยงขยายใหญ่หุ้มผลและติดทน ผลสุกสีเขียวอมเหลือง เนื้อผลมีรสเปรี้ยว รับประทานได้ 

เมล็ด สีดำ มีจำนวนมาก

สภาพนิเวศ
กลางแจ้ง
สภาพนิเวศวิทยา

พบตามริมลำธารในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าพรุ  ที่สูงจากระดับทะเลปานกลางถึง 1,100 ม.

 

ถิ่นกำเนิด

อินเดีย (อัสสัม) เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา ทางตอนกลาง ตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ภูมิภาคอินโดจีน อินโดนีเซีย (เกาะสุมาตรา เกาะชวา) ภูมิภาคมาเลเซีย  เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์

 

การกระจายพันธุ์

ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้

ในต่างประเทศพบที่อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทส ศรีลังกา เมียนมา จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย

การปลูกและการขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ระยะเวลาการติดดอก
กรกฎาคม-กันยายน
ระยะเวลาการติดผล
ตุลาคม-กรกฎาคม
ประเภทการใช้ประโยชน์
อาหาร,พืชประดับ,พืชให้ร่มเงา

ปลูกประดับให่ร่มเงา

ผลมีรสเปรี้ยว รับประทานได้

แหล่งอ้างอิง

ฉัตรชัย เงินแสงสรวย, รัมภ์รดา มีบุญญา, ปวีณา เวสภักตร์, ณัฐนนท์ มีพรหม, สิริพร ชดช้อย, วีรีศา บุญทะศักดิ์ และจามิกร วงศ์จิ้ว. 2562. พรรณไม้ในวังสระปทุม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนทร และก่องกานดา ชยามฤต. 2558. ไม้ป่าภาคใต้ เล่มที่ 1 (A-Es). พิมพ์ครั้งที่ 1. โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, กรุงเทพฯ.

มูลนิธิโครงการหลวง. 2552. องค์ความรู้เรื่องพืชป่าที่ใช้ประโยชน์ทางภาคเหนือของไทย เล่ม 2. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด. กรุงเทพมหานคร.752 น.

Flora of China. “Dillenia indica”. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.efloras.org/florataxon.aspx?flora_id=2&taxon_id=200013874 (25 ตุลาคม 2560).

National Parks Board. 2013. “Dillenia indica L.”. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://florafaunaweb.nparks.gov.sg/special-pages/plant-detail.aspx?id=2842 (25 ตุลาคม 2560).

The Plant List. 2013. “Dillenia indica L.”. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2768269 (25 ตุลาคม 2560).

POWO (2019). Plant of the World Online. Facilitated by the royal Botanic Gardens, Kew. Published on the Internet, https://powo.science. kew.org/. Retrieved 18 July 2022.

Useful Tropical Plants. 2017. “Dillenia indica”. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Dillenia+indica (25 ตุลาคม 2560).

รายการรูปภาพ

กลับหน้ารายการพรรณไม้